วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2565

วิธี copy MT4 MT5

ในกรณีที่เราต้องการมี MT4 หรือ MT5 หลายอันในเครื่องเดียวกัน

เพื่อเทรดหลาย ๆ บัญชี

เราสามารถทำได้ตามคลิปนี้เลยนะครับ




Arty Sensei
Forex Excellence

พ่ายศึก อย่าแพ้สงคราม

ปิดกำไรไป $10,108.64 (~360,000 บาท)

สำหรับสัปดาห์นี้
มีบางจังหวะที่เทรดแพ้รัว ๆ
แดงติดกันเป็นแพ
ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ
การเทรดย่อมมีแพ้มีชนะอยู่เสมอ
แต่สิ่งสำคัญก็คือ บทสรุปสุดท้ายแล้ว
เราสามารถทำกำไรได้เท่าไหร่
เพราะนั่นคือความเป็นจริงที่เหลืออยู่



การเทรดตามระบบสิ่งที่ควรทำนั้นคือปล่อยวางให้ได้
ไม่ว่าจะเป็นกำไรหรือขาดทุน เมื่อเราปิดออเดอร์
นั่นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว มันกลายเป็นอดีตและกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้
ออเดอร์ที่ชนะ ไม่ได้การันตีว่า อนาคตเราจะชนะ
ออเดอร์ที่แพ้ ไม่ได้บ่งบอกว่า อนาคตเราจะแพ้
ทั้งกำไรและขาดทุน คือสิ่งที่ควรละทิ้ง ตัดจบ
ปล่อยทุกอย่างไว้เบื้องหลัง
แล้ว focus แผนการเทรดที่เรากำลังจะเทรดต่อไป
อยู่กับปัจจุบัน
ละทิ้งอดีต และไม่ทำนายอนาคต
แน่นอนว่าบางวัน หรือบางจังหวะ มันอาจไม่ใช่วันของเรา
หรือสัปดาห์ทั้งสัปดาห์อาจไม่ใช่สัปดาห์ของเรา
เราอาจจะต้องหยุดเพื่อพินิจแผนเทรดของเราอยู่เสมอเมื่อเกิดความผิดพลาด และหยุดการขาดทุนเอาไว้แค่นั้นก่อน
และเช่นกัน บางวัน บางจังหวะ บางสัปดาห์ มันคือช่วงเวลาของเรา เราทำกำไรได้มากมาย
แต่นั่นก็ไม่ได้ความว่าเราจะไม่ต้องหยุดเพื่อพินิจพิเคราะห์
การหลงระเริงในกำไรนั้นร้ายพอ ๆ กับการโศกเศร้าเมื่อขาดทุน
ตลาดเปิดโอกาสให้เราอยู่เสมอ แม้บางครั้งเราจะพ่ายแพ้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องแพ้เสมอไป
เช่นเดียวกับการเป็นผู้ชนะ
แต่ถึงที่สุดแล้ว บทสรุปสุดท้าย
เราก็ควรจะเป็นผู้ชนะ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น
เราจะเทรดไปทำพระแสงอะไร
ใช่มั้ยครับ
อิอิ

Arty Sensei
ธัชชัย ธัญญาวัลย
06.08.2022

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565

วิธีการ copy trade อย่างง่าย

  


1. วิธี copy trade
หากยังไม่มีบัญชี GMI สามารถสมัครเปิดบัญชีได้ที่ https://forexexcellence.blogspot.com/p/forex_5.html



2. ต้องเปิดบัญชีใหม่ เป็นบัญชี Investor ถึงจะทำการ copy trade ได้



3. เลือก Arty Sensei เลือกพอร์ตให้ถูกนะครับ อีกพอร์ตไม่ค่อยได้เทรด



4. หรือจะกดลิ้งค์นี้เลยก็ได้ https://bit.ly/3bs733v



5. พอร์ต Master เอากำไรนิดเดียวแค่ 20% นอกนั้น
80% เป็นของ Investor



6. อันนี้สำคัญนะครับ ถ้าพอร์ตเล็กให้ลด lot multiplier ลง ไม่งั้นเดี๋ยวพอร์ตแตก



7. อันนี้ต้องใส่ อิอิ



8. เติมเงินนะครับ



9. เราสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงภายหลังได้ เช่น บางทีอาจจะเติมเงินเพิ่ม ก็เข้าไปเพิ่ม lot ได้



10. ถ้าพอร์ต $1,000 ไม่ลด lot multiplier เวลาขาดทุนอาจขาดทุนสูงสุดถึง 50% และอาจจะโดน stop out ก่อนที่พอร์ตจะกลับคืนมาจาก drawdown นะครับ



11. https://www.mql5.com/en/signals/1646385 mql5 เป็นเว็บสำหรับนัก copy trade โดยเฉพาะ อิอิ




12. scan ดูก็ได้

และหากต้องการเลิก copy trade ก็แค่กด stop ก็สามารถเลิก copy ได้ทุกที่ทุกเวลา








สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่


หรือ สแกน QR CODE 





วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

บันทึกการเทรด 11-15 กรกฎาคม 2022

 ปกติแล้วในการเทรด forex  เรามักได้รับคำแนะนำว่า

ควรเทรดสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ของเดือนเนื่องจากจะเป็นเวลาที่ราคาวิ่งมากที่สุด

ซี่งก็เป็นความจริง  นอกจากวิ่งมากที่สุดแล้วก็จะวิ่งแรงด้วย

หากไม่มีกลยุทธ์รับมือที่ดีพอ  ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อพอร์ตได้

และถ้าสามารถทำกำไรได้  ก็จะได้กำไรค่อนข้างมาก


ตลาดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวที่แรงมากคือข่าวเงินเฟ้อ

ตลาดมีการตอบรับอย่างรุนแรง  ซึ่งก็เป็นที่น่าพึงพอใจว่า

เราสามารถที่จะทำกำไรได้  แม้ในช่วงที่มีข่าวรุนแรง

แสดงให้เห็นถึงความอดทน  รอคอย  และมีวินัยในการเทรดได้เป็นอย่างดี


ตอนนี้เราใช้กลยุทธ์ SMC ร่วมกับ ICT ในการเทรดดัชนี NASDAQ เป็นหลัก

ซึ่งผลประกอบการที่ผ่านมา 2 สัปดาห์  ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี

มี Win rate 100% เลยทีเดียว

จริง ๆ ก็เทรดหลายพอร์ต

แต่ยกตัวอย่างมาดูแค่ 2 พอร์ต


พอร์ตนี้เทรดแบบระมัดระวัง  
จริง ๆ ก็ระวังเกินไปหน่อย
รีบปิดออเดอร์
เพราะตลาดมีทิศทางเป็นขาลง
เราเล่นสวนเทรนด์จึงปิดป้องกันเอาไว้ก่อน
ไม่ได้ปล่อยรันเทรนด์
ผลกำไรได้ประมาณ $3,250
ก็ถือว่าพอใจ
คือ  
ไม่ได้พอใจเพราะผลกำไร
แต่พอใจที่ win rate 100%
และมีกำไรในระดับที่ไม่ได้แย่มาก




พอร์ตนี้กำไรรวมน่าจะประมาณ $11,000
และ win rate 100%
พอใจทั้งผลกำไรและ win rate
คือได้กำไรค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับต้นทุน
แต่อย่างไรก็ตาม
ความพึงพอใจอยู่ที่การป้องกันความเสี่ยง
ที่ทำได้ดีมากกว่า


โดยสรุปแล้วก็คือ  จากการเทรดด้วยระบบ SMC และ ICT ได้ผลกำไรที่ดี  และมีความเสี่ยงต่ำ

ซึ่งสิ่งที่พอใจมากกว่าผลกำไรที่ดีคือ  ความเสี่ยงที่ต่ำ

สิ่งที่ต้องเพิ่มเติมคือ

คือ  เพิ่มระยะการทำกำไรให้มากขึ้น  ในระดับความเสี่ยงที่เท่าเดิม

ทั้งนี้ทั้งนั้น  การที่สัปดาห์นี้มีกำไรที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ (แม้ว่ากำไรจะมากพอสมควร)  

เนื่องจากเทรนด์ของตลาดยังไม่ได้ชัดเจนว่าจะขึ้นหรือจะลง  

มีลักษณะเป็นขาลงแต่ก็มีกำลังซื้อสวนขึ้นเสมอ  

ซึ่งการเก็บกำไรในระดับหนึ่งก็ถือว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงไปในตัว

เพราะตลาดนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน

หากสัปดาห์หน้าตลาดมีการเลือกทางที่แข็งแรงกว่านี้  อาจจะได้รันเทรนด์ให้มีกำไรมากกว่านี้ได้ 


Arty Sensei
ธัชชัย ธัญญาวัลย
17.07.2022



 

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

ข้อควรระวังในการเทรดข่าว

 สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวสำคัญถึงสามวันติดต่อกัน

โดยเฉพาะวันพุธ มีข่าวที่ตลาดค่อนข้างให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

คือข่าวเงินเฟ้อ

การเทรดในช่วงข่าวนั้น เทรดเดอร์ควรต้องรู้ระดับความสำคัญและความแรงของข่าว

ซึ่งข่าวประเภทเดียวกันหากอยู่ในช่วงเวลาต่างกันก็อาจมีความสำคัญและความแรงต่างกันได้

ยกตัวอย่างเช่น ข่าวเงินเฟ้อ ในช่วงที่ตลาดไม่ได้กังวลหรือให้ความสำคัญเกี่ยวกับเงินเฟ้อ แม้ว่าจะมีข่าวเกี่ยวกับเงินเฟ้อออกมา และระดับความแรงที่ถูกประเมินไว้ในเว็บ forexfactory จะเป็นสีแดงก็ตาม แต่ข่าวดังกล่าวก็อาจจะไม่ส่งผลใด ๆ ต่อตลาดมากนัก

หรือในช่วงนี้ ข่าว non farm ซึ่งเคยเป็นข่าวที่ตลาดตอบรับอย่างรุนแรง เริ่มไม่ค่อยมีความสำคัญต่อตลาดเท่าที่ควร เนื่องจากนักลงทุนไม่ได้กังวลเกี่ยวกับความร้อนแรงของเศรษฐกิจจากการจ้างงานแต่อย่างใดอีกแล้ว

ดังนั้น การพิจารณาความสำคัญของข่าว จึงต้องอาศัยการติดตามข่าวอยู่เสมอว่า ขณะนี้ตลาดกำลังให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องอะไรนั่นเอง

ภาพที่ 1


ภาพที่ 2


ภาพที่ 3


ภาพที่ 4

ข้อควรระวัง หากเทรดเดอร์ต้องการเทรดหรือมีออเดอร์ค้างอยู่ในช่วงที่มีข่าวที่มีความรุนแรงก็คือ

  1. หากเป็นไปได้ ไม่ควรเทรดชนข่าว หรือไม่ควรคาดเดาข่าว ว่าข่าวจะออกมาในรูปแบบใด เนื่องจาก แม้ว่าเทรดเดอร์จะคาดเดาข่าวถูกต้อง แต่อาจจะโดนกราฟราคากระชากไปชน SL ก่อนที่จะถึงจุด TP ได้ ดังตัวอย่างในภาพที่ 1 ข่าวส่งผลให้ราคาของดัชนี nasdaq ลง แต่กราฟราคามีการกระชากขึ้นมาเกือบ 1,000 จุด ก่อนที่จะถูกทุบลงไป ซึ่งหากเทรดเดอร์เทรดในช่วงข่าว ก็อาจทำให้เข้าใจผิดได้ว่า ราคาจะขึ้นสวนข่าว แต่ในความเป็นจริงคือ ราคาถูกกระชากขึ้นเพื่อลงต่อ หรือหากเทรดเดอร์เทรดฝั่ง sell แล้วตั้ง sl ไว้ต่ำเกินไป ออเดอร์ก็จะโดน sl ก่อนที่จะไปถึงจุด tp นั่นเอง

  2. หากมีออเดอร์ค้างอยู่ ควรปิดขณะที่มีกำไรดีกว่า ดังตัวอย่างในภาพที่ 2 เทรดเดอร์อาจจะถือสถานะ sell มาตั้งแต่วันก่อน และมีการตั้ง sl กันทุนเอาไว้ หรือ มีการทำ trailing stop เมื่อถึงช่วงเวลานของข่าว ปรากฏว่า กราฟราคามีการกระชากอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลให้กำไรทั้งหมดที่มีอยู่หากเสียหาย หรือกลายเป็นขาดทุนได้ และอย่าลืมว่า ช่วงเวลาของข่าวจะมีการ slippage เกิดขึ้นอย่างรุนแรง แม้จะมีการตั้ง sl กันทุนเอาไว้ก็ตาม ราคาอาจจะวิ่งเลย sl นั้นก็เป็นได้

  3. แต่ละโบรกเกอร์นั้นมีการปรับแต่งกราฟราคาต่างกัน บางโบรกมีการกระชากรุนแรง บางโบรกอาจจะไม่ได้กราชากรุนแรงมาก ดังนั้น การเทรดในแต่ละโบรกจึงต้องมีการสังเกตให้ดีว่า โบรกที่เราใช้อยู่ มีลักษณะของกราฟเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ภาพที่ 1 และ 2 คือภาพจากโบรกเดียวกัน แต่คนละ TF จะเห็นการกระชากอย่างรุนแรง ขณะภาพที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นอีกโบรกหนึ่งไม่ค่อยมีการกระชากมากนัก ซึ่งจุดนี้เทรดเดอร์ต้องมีความชำนาญในการเทรด หากต้องการเทรดชนข่าว และต้องรู้จักธรรมชาติของกราฟราคาของโบรกเกอร์ที่ใช้อยู่เป็นอย่างดี

  4. แม้ว่าข่าวจะทำให้ราคามีการผันผวนอย่างรุนแรง แต่ในที่สุด ข่าวส่วนมากจะมี sentiment ของข่าวอยู่ไม่นาน อาจจะประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับกระแสของข่าวและความคาดการณ์ของนักลงทุน รวมถึงความสำคัญของข่าวที่มีผลต่ออนาคต จากนั้นเมื่อกระแสข่าวหมดไป ราคาก็จะวิ่งไปตามโครงสร้างเดิมโดยไม่สนใจข่าวที่เกิดขึ้นอีก ดังนั้น เทรดเดอร์จะต้องรู้ว่า โครงสร้างเดิมนั้นเป็นเทรนด์ขาขึ้นหรือขาลง หรือมีลักษณะออกข้าง และเมื่อหมดกระแสของข่าวแล้ว หากต้องการเทรดควรเทรดฝั่งไหนอย่างไร

โดยสรุปแล้วก็คือ หากไม่มีความชำนาญ ไม่ควรเทรดชนข่าว และหากต้องการเทรดในวันที่มีข่าว ควรรอให้ sentiment ของข่าวหมดไปก่อน แล้วค่อยเทรดตามโครงสร้างราคาของสินทรัพย์นั้น ๆ และหากไม่แน่ใจว่า ข่าวจะมีผลต่อเนื่องจนทำลายโครงสร้างราคาเดิมได้หรือไม่ ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าเทรด เพราะโอกาสที่จะทำกำไรมีอยู่เสมอในวันต่อไป


Arty Sensei

ธัชชัย ธัญญาวัลย

16/07/2022

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565

วิธีใส่ Indicators ลงในช่องเดียวกัน สำหรับ MT4 MT5

 วิธีใส่ indicators ลงในช่องเดียวกัน

เช่น  ต้องการใส่ CCI และ RSI  ลงในช่องเดียวกัน  ดังภาพ

เราสามารถทำได้ดังนี้

1. เลือก  View  --->  Navigator

2. เลือก Indicators

3. ลาก Indicator  ที่ต้องการให้มาอยู่ในช่องเดียวกัน

4. สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://youtu.be/gS5EAtZEYLc  



Arty Sensei

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2565

ดอลล่าร์แข็งค่าอีกแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น

 Dollar Index แตะ 100 เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา

เป็นการแตะ 100 ในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่มีหตุการณ์โควิดระบาด
เหตุการณ์นี้กำลังจะบอกอะไรแก่เรา




ดังที่เราได้เคยบอกเล่ากันไปเมื่อครั้งก่อนเกี่ยวกับการเกิด Inverted Yield Curve ว่า พันธบัตรระยะสั้นมีการเทขายมากกว่าพันธบัตรระยะยาว จนกระทั่งถึงตอนนี้ พันธบัตรระยะยาวก็ถูกเทขายออกมาอย่างมากอีกเช่นกัน จนทำให้ Bond Yield พุ่งสูงพอ ๆ กับ Dollar Index ที่วิ่งแรง จนแตะ 100 ไปเรียบร้อย
Dollar Index มีการขยับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ มาตั้งแต่กลางปี 2021 ประมาณเดือนพฤษภาคม จากประมาณ 89.8 แล้วก็ค่อย ๆ ขยับขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งแตะ 100 เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา
การที่ Dollar Index สูงเช่นนี้ แปลว่า มีการเทขายทรัพย์สินเสี่ยง แม้กระทั่งทรัพย์สินที่เสี่ยงน้อยที่สุดอย่างพันธบัตรรัฐบาล ก็ถูกเทขายด้วย ค่าเงินสกุลต่าง ๆ ทั่วโลกมีการอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ เนื่องจากมีการเทขาย และมีการถือเงินดอลล่าร์เพิ่มมากขึ้น
พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้นักลงทุนต่างขายสินทรัพย์เสี่ยง และเงินสกุลอื่น มาถือเงินสดที่เป็นสกุลเงินดอลล่าร์
เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งล่าสุดก็คือช่วงที่โควิดระบาด สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขายอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ก่อนที่จะมีการกลับตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน
หากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ไม่แน่ว่า ในอนาคตอันใกล้ เราจะเห็นตลาดต่าง ๆ มีการผันผวนอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดเงิน หรือแม้กระทั่งตลาดคริปโต คือมีการกลับตัวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ก็เป็นได้
หรือเราอาจจะเห็นตลาดหุ้นและตลาดคริปโตร่วงลงอย่างหนัก ก็เป็นได้อีกเช่นกัน
และถ้าหากเหตุการณ์เช่นนี้ยังคงดำรงอยู่ (Dollar Index แข็งค่า) ก็อาจจะเป็นการกดดัน FED ให้ต้องเปลี่ยนนโยบายกะทันหัน
อย่างต่ำที่สุดอาจจะต้องทำ Yield Curve Control คือ เข้าซื้อพันธบัตร เพื่อลดความแข็งค่าของ Dollar ลง
มากกว่านั้นและเป็นสิ่งที่ FED ไม่อยากทำก็คือ ลดอัตราดอกเบี้ย หรืออย่างน้อย ๆ ก็คงอัตราดอกเบี้ยต่ำเอาไว้
จนถึงที่สุด หากเงินดอลล่าร์ยังแข็งค่าอยู่ สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือ QE นั่นเอง ก็จะกลายเป็นว่า FED ยอมแพ้ ต้องกลับมาทำ QE อีกรอบ หลังจากที่ยืนยันมั่นเหมาะว่า เราจะต้องควบคุมเงินเฟ้อ เราจะต้องขึ้นดอกเบี้ยในอัตราเร่ง

และทั้งหมดทั้งมวลนี้ นักลงทุน นักเก็งกำไรทั้งหลาย โปรดระวังการเหวี่ยงของตลาดไว้ให้ดี ๆ นะครับ
ตลาดอาจเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงช่วงเวลาใดก็ได้

ธัชชัย ธัญญาวัลย
12/04/2022

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565

เงินเยนจะอ่อนค่าไปถึงไหน

 เงินเยนอ่อนค่าหนักในรอบ 7 ปี



ตั้งแต่ปลายปี 2020 เงินเยนมีการอ่อนค่าขึ้นเรื่อย ๆ จากประมาณ 101 Y ต่อ 1 USD เป็น 124 Y ต่อ 1 USD แล้ว ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเท่ากับอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อ 7 ที่แล้ว คือ ในช่วงกลางปี 2015 ซึ่งช่วงนั้นค่าเงินเยนอ่อนสุดอยู่ที่เกือบ ๆ 126
เช่นเดียวกับกลางปี 2007 เงินเยนอ่อนค่ามาอยู่ในระดับดังกล่าว ก่อนจะแข็งค่าเรื่อย ๆ จนอยู่ที่ 75 เมื่อปลายปี 2011 แล้วก็อ่อนค่ามาเรื่อย ๆ

อย่างที่เราทราบกันว่าทางธนาคารกลางญี่ปุ่น ( Bank of Japan: BOJ) ได้พยายามแทรกแซงค่าเงินเยนอยู่เสมอ และดำเนินนโยบายให้เงินเยนนั้นอ่อนค่า โดยการเข้าซื้อพันธบัตรทุกราคา ที่เรียกกันว่าเป็นการทำ Yield Curve Control เพื่อไม่ให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นสูงขึ้นจากการถูกเทขาย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้ต่างจากการทำ QE มากนัก จึงมีคนขนานนามว่า นี่คือการทำ QE แบบหนึ่ง โดยเจ้าหนี้ใหญ่ก็คือ BOJ ซึ่งพร้อมจะพิมพ์เงินเพื่อออกมาซื้อพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบัน BOJ ถือหนี้นี้ไว้ถึง 44%
นอกจากนี้ BOJ ก็ยังดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและต้องการให้เกิดเงินเฟ้อ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งเหมือนว่าจะประสบความล้มเหลว เพราะเงินเฟ้อก็ไม่เกิดและเศรษฐกิจก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้นตามที่อยากให้เป็น
ถ้าใครชอบญี่ปุ่น หรือเคยรับรู้รับทราบเกี่ยวกับญี่ปุ่น จะสังเกตเห็นว่า คนญี่ปุ่นนั้นไม่ค่อยใช้จ่าย เน้นเก็บออม นอกจากนี้ยังมีค่านิยม minimalism หรือแม้กระทั่งมีค่านิยมใหม่ ๆ เช่น ไม่อยากทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้น ไม่อยากได้เงินเดือนมากขึ้น อยากทำงานเดิม ๆ สบาย ๆ มีพอกินพอใช้ก็เพียงพอแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ก็ยิ่งทำให้การบริโภคภายในประเทศต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
ดังนั้น BOJ ก็ยังคงดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำอยู่เรื่อย ๆ แม้กระทั่งมีข่าวบ่อย ๆ ว่าจะทำให้ดอกเบี้ยติดลบ เพื่อให้คนเอาเงินออกมาทำอย่างอื่นแทนที่จะฝากอยู่ในธนาคาร ซึ่งด้วยนโยบายแบบนี้ก็จะทำให้เงินเยนถูกเทขายจนอ่อนค่าลงเรื่อย ๆ นั่นเอง
และในอนาคตอันใกล้ ยิ่งสหรัฐอเมริกาขึ้นดอกเบี้ยมากเท่าไหร่ เงินเยนก็จะยิ่งถูกเทขายมากขึ้น


ต้นปี 2002 เงินเยนอ่อนค่าสุดอยู่ที่ประมาณ 135 Y ต่อ 1 USD
ซึ่งก็ไม่แน่ว่า ในอีกไม่ช้านานเราอาจได้เห็นอัตราแลกเปลี่ยนในราคานั้นอีกก็เป็นไปได้ หากทาง BOJ ยังไม่เปลี่ยนแปลงนโยบาย และ FED ยังขึ้นดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ
โปรดรอติดตามชม
ธัชชัย ธัญญาวัลย
10/04/2022

Inverted Yield Curve บอกอะไรแก่เรา

 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ
เกิดสิ่งที่เรียกว่า inverted yield curve
ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกต่างให้ความสนใจ
เพราะอะไร?

Inverted yield curve คือปรากฏการณ์ที่ผลตอบแทนของพันธบัตรระยะสั้นมากกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาว
โดยปกติแล้วธรรมชาติของการลงทุน สิ่งที่เป็นระยะยาวจะมีความเสี่ยงมากกว่า นักลงทุนจึงต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อให้คุ้มค่ากับความเสี่ยง
ดังนั้น พันธบัตรระยะยาว (10ปี ขึ้นไป) จึงต้องให้ผลตอบแทนที่มากกว่าพันธบัตรระยะสั้น
แต่เมื่อไม่นานมานี้ผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปี ดันให้ผลตอบแทนที่มากกว่าพันธบัตร 10 ปี เนื่องจากนักลงทุนพากันแห่ขายพันธบัตร 2 ปี ทำให้ผลตอบแทนของมันสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนสูงกว่าพันธบัตร 10 ปี และเกิดเป็น inverted yield curve ในที่สุด
นั่นแสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีความกังวลว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะไม่ดี หรือพูดในอีกแง่ก็คือไม่มีความเชื่อมั่นในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล
จึงพากันเทขายพันธบัตรระยะสั้นออกไป (การเทขายพันธบัตรยิ่งขาย bond yield หรือ ผลตอบแทนจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น)
สิ่งที่จะตามมาเมื่อเกิดสัญญาณนี้ขึ้นคืออะไร
โดยตัว inverted yield curve นั้น ไม่ได้ทำให้เกิดอะไรขึ้นโดยตรง มันเป็นแค่สัญญาณจากนักลงทุน ว่า ในอนาคตข้างหน้า ภายใน 1-2 ปี “อาจ” เกิดสิ่งที่เรียกว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ซึ่งการส่งสัญญาณของ inverted yield curve นี้ค่อนข้างแม่นพอสมควร เช่น ตอนเกิดวิกฤตปี 2008 ก็มีการเกิด IYC ขึ้นมาก่อน
FED กลัวหรือไม่ หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ?
เอาจริง ๆ ตัวแปรที่น่าจะก่อให้เกิด recession ตัวแรกก็คือ การขึ้นดอกเบี้ยของ fed
ยิ่ง fed ดำเนินนโยบายแบบ hawkish เกี่ยวกับดอกเบี้ยมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิด recession มากขึ้นเท่านั้น และเอาเข้าจริง ๆ fed ก็ไม่ได้กลัว recession มากเท่าไหร่นัก เพราะสิ่งที่ fed กังวล คือเงินเฟ้อมากกว่า
เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการกดดันจากนักลงทุนในแรงที่มากเพียงพอ เราก็คาดได้ว่า fed จะยังขึ้นดอกเบี้ยต่อไปเพื่อสกัดเงินเฟ้อ จากนั้นจึงจะค่อย ๆ ลดดอกเบี้ยเพื่อฟื้นคืนชีพเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ นี่คือคาดการณ์แรก
คาดการณ์ที่สอง หากนักลงทุนกดดัน fed มาก และตลาดมีแนวโน้มจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว fed อาจจะเริ่ม dovish คือมีการชะลอหรืออาจจะมีการลดดอกเบี้ยลงเลยก็ได้ ถ้าเห็นท่าไม่ดี
เพราะที่ผ่านมา fed สามารถทำ soft landing ได้แค่ 3 ครั้งเท่านั้น จาก 11 ครั้ง ในการดำเนินนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยแบบ hawkish
แต่พาวเวล ก็ดูเหมือนจะยังมีความเชื่อมั่นอย่างสูงว่า fed จะกระทำการ soft landing ได้ หากต้อง hawkish จริง ๆ
สิ่งที่นักลงทุนต้องระวังจากกรณีนี้คืออะไร ?
แน่นอนว่าในระยะ 1-2 ปีข้างหน้านี้ หาก fed กระทำการ hawkish จริงและนำไปสู่การเกิด recession จริง ตลาดหุ้นก็จะเข้าสู่ภาวะหมี ซึ่งอาจจะค่อย ๆ ซึมลง และอาจให้ผลตอบแทนที่ไม่น่าสนใจ จังหวะการเล่นอาจจะเล่นยาก แต่ถ้าเป็นสาย vi อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่จะเก็บสะสมหุ้นดีราคาถูก
ส่วนตลาดทองคำน่าจะมีความผันผวนพอสมควร แต่มีแนวโน้มว่าจะเป็นขาขึ้น อาจจะขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้ภายในปีนี้ หากไม่หลุดแนวรับที่ $1780
สถานการณ์โลกช่วงนี้ค่อนข้างเปราะบาง เช่นเดียวกับตลาดทุนต่าง ๆ
การลงทุนมีความเสี่ยง
โปรดติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดนะครับ 🙂


ธัชชัย ธัญญาวัลย
03/04/2022

ข้อดีของพอร์ต CENT

  สามารถติดตามได้ที่ช่อง Arty Sensei ได้เลยนะครับ https://youtu.be/Hh1VuAWEO3c