วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565

Inverted Yield Curve บอกอะไรแก่เรา

 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ
เกิดสิ่งที่เรียกว่า inverted yield curve
ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกต่างให้ความสนใจ
เพราะอะไร?

Inverted yield curve คือปรากฏการณ์ที่ผลตอบแทนของพันธบัตรระยะสั้นมากกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาว
โดยปกติแล้วธรรมชาติของการลงทุน สิ่งที่เป็นระยะยาวจะมีความเสี่ยงมากกว่า นักลงทุนจึงต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อให้คุ้มค่ากับความเสี่ยง
ดังนั้น พันธบัตรระยะยาว (10ปี ขึ้นไป) จึงต้องให้ผลตอบแทนที่มากกว่าพันธบัตรระยะสั้น
แต่เมื่อไม่นานมานี้ผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปี ดันให้ผลตอบแทนที่มากกว่าพันธบัตร 10 ปี เนื่องจากนักลงทุนพากันแห่ขายพันธบัตร 2 ปี ทำให้ผลตอบแทนของมันสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนสูงกว่าพันธบัตร 10 ปี และเกิดเป็น inverted yield curve ในที่สุด
นั่นแสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีความกังวลว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะไม่ดี หรือพูดในอีกแง่ก็คือไม่มีความเชื่อมั่นในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล
จึงพากันเทขายพันธบัตรระยะสั้นออกไป (การเทขายพันธบัตรยิ่งขาย bond yield หรือ ผลตอบแทนจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น)
สิ่งที่จะตามมาเมื่อเกิดสัญญาณนี้ขึ้นคืออะไร
โดยตัว inverted yield curve นั้น ไม่ได้ทำให้เกิดอะไรขึ้นโดยตรง มันเป็นแค่สัญญาณจากนักลงทุน ว่า ในอนาคตข้างหน้า ภายใน 1-2 ปี “อาจ” เกิดสิ่งที่เรียกว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ซึ่งการส่งสัญญาณของ inverted yield curve นี้ค่อนข้างแม่นพอสมควร เช่น ตอนเกิดวิกฤตปี 2008 ก็มีการเกิด IYC ขึ้นมาก่อน
FED กลัวหรือไม่ หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ?
เอาจริง ๆ ตัวแปรที่น่าจะก่อให้เกิด recession ตัวแรกก็คือ การขึ้นดอกเบี้ยของ fed
ยิ่ง fed ดำเนินนโยบายแบบ hawkish เกี่ยวกับดอกเบี้ยมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิด recession มากขึ้นเท่านั้น และเอาเข้าจริง ๆ fed ก็ไม่ได้กลัว recession มากเท่าไหร่นัก เพราะสิ่งที่ fed กังวล คือเงินเฟ้อมากกว่า
เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการกดดันจากนักลงทุนในแรงที่มากเพียงพอ เราก็คาดได้ว่า fed จะยังขึ้นดอกเบี้ยต่อไปเพื่อสกัดเงินเฟ้อ จากนั้นจึงจะค่อย ๆ ลดดอกเบี้ยเพื่อฟื้นคืนชีพเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ นี่คือคาดการณ์แรก
คาดการณ์ที่สอง หากนักลงทุนกดดัน fed มาก และตลาดมีแนวโน้มจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว fed อาจจะเริ่ม dovish คือมีการชะลอหรืออาจจะมีการลดดอกเบี้ยลงเลยก็ได้ ถ้าเห็นท่าไม่ดี
เพราะที่ผ่านมา fed สามารถทำ soft landing ได้แค่ 3 ครั้งเท่านั้น จาก 11 ครั้ง ในการดำเนินนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยแบบ hawkish
แต่พาวเวล ก็ดูเหมือนจะยังมีความเชื่อมั่นอย่างสูงว่า fed จะกระทำการ soft landing ได้ หากต้อง hawkish จริง ๆ
สิ่งที่นักลงทุนต้องระวังจากกรณีนี้คืออะไร ?
แน่นอนว่าในระยะ 1-2 ปีข้างหน้านี้ หาก fed กระทำการ hawkish จริงและนำไปสู่การเกิด recession จริง ตลาดหุ้นก็จะเข้าสู่ภาวะหมี ซึ่งอาจจะค่อย ๆ ซึมลง และอาจให้ผลตอบแทนที่ไม่น่าสนใจ จังหวะการเล่นอาจจะเล่นยาก แต่ถ้าเป็นสาย vi อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่จะเก็บสะสมหุ้นดีราคาถูก
ส่วนตลาดทองคำน่าจะมีความผันผวนพอสมควร แต่มีแนวโน้มว่าจะเป็นขาขึ้น อาจจะขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้ภายในปีนี้ หากไม่หลุดแนวรับที่ $1780
สถานการณ์โลกช่วงนี้ค่อนข้างเปราะบาง เช่นเดียวกับตลาดทุนต่าง ๆ
การลงทุนมีความเสี่ยง
โปรดติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดนะครับ 🙂


ธัชชัย ธัญญาวัลย
03/04/2022

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

วิธีใส่ Indicators ลงในช่องเดียวกัน สำหรับ MT4 MT5

 วิธีใส่ indicators ลงในช่องเดียวกัน เช่น  ต้องการใส่ CCI และ RSI  ลงในช่องเดียวกัน  ดังภาพ เราสามารถทำได้ดังนี้ 1. เลือก  View  --->  Na...